การพิมพ์แบบออฟเซ็ท

การพิมพ์แบบออฟเซ็ท

งานพิมพ์ในโรงพิมพ์ของไทยมีพัฒนาการมากกว่า 200  ปีแล้ว เริ่มตั้งแต่ในสมันพระนารายณ์มหาราชจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการหยุดชะงักไปบ้างเนื่องจากปัญหาการเมืองภายในและภายนอก แต่ก็ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกลายมาเป็นโรงพิมพ์ที่เราเห็นกันในปัจจุบัน   และระบบการพิมพ์ที่ใช้กันในโรงพิมพ์อย่างกว้างขวางในไทยก็คือการพิมพ์ระบบออฟเซ็ท หรือ Offset Printing

การพิมพ์ออฟเซ็ท เป็นการพิมพ์พื้นแบบราบที่ใช้คุณสมบัติของน้ำและน้ำมันที่มีความหนาแน่นต่างกันและไม่รวมตัวกันในการพิมพ์สิ่งพิมพ์ออกมา โดยในขั้นแรกจะผ่านลูกกลิ้งที่มีน้ำก่อน เพื่อทำให้น้ำไปเกาะอยู่บนบริเวณที่ไม่ใช่ภาพที่จะพิมพ์ของแผ่นแม่พิมพ์ หลังจากนั้นจึงผ่านลูกกลิ้งที่มีหมึกเพื่อรับหมึก ซึ่งหมึกจะไม่เกาะกับแม่พิมพ์ในบริเวณที่มีน้ำแต่จะไปเกาะบริเวณที่เป็นภาพที่จะพิมพ์ หลังจากนั้นหมึกและน้ำที่เกาะอยู่บนแม่พิมพ์แล้วจะถูกถ่ายลงบนผ้ายางโดยการใช้แรงกดทับแม่พิมพ์ลงไปบนผ้ายาง ก่อนจะถูกใช้แรงกดทับลงบนกระดาษพิมพ์อีกที

สาเหตุที่ระบบการพิมพ์แบบออฟเซ็ทเป็นระบบการพิมพ์ที่ใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน นั่นก็เพราะการพิมพ์แบบออฟเซ็ทให้ความคมชัดสูง มีคุณภาพ ภาพที่ได้สวยงามมีความละเอียดมาก นอกจากนี้การพิมพ์งานพิมพ์ในปริมาณมากยิ่งทำให้การพิมพ์แบบออฟเซ็ทมีต้นทุนที่ถูกลงเพราะใช้แม่พิมพ์แค่ชิ้นเดียวก็เพียงพอ งานที่เหมาะสมกับการใช้ระบบออฟเซ็ทในการพิมพ์งานพิมพ์ คือ

  • งานพิมพ์ในปริมาณมาก ตั้งแต่ 500 งานขึ้นไป
  • งานพิมพ์มีภาพประเภทงานกราฟฟิก ภาพหรืองานที่จะพิมพ์มีรายละเอียดมาก และภาพหรืองานที่ต้องการมีความละเอียดสูง ต้องการสีสวย มีความคมชัดสวยงาม
  • ต้องการความรวดเร็วในการพิมพ์งานพิมพ์ เพราะระบบการพิมพ์แบบออฟเซ็ท สามารถพิมพ์ได้ 5,000-1,0000 งานพิมพ์ใน1 ชั่วโมง
  • เป็นการพิมพ์หลายสี สามารถทำได้ตั้งแต่ 1 สีขึ้นไป
  • มีงบประมาณในการจัดพิมพ์เหมาะสมกับขนาดงานพิมพ์ เพราะในระบบการพิมพ์แบบออฟเซ็ท หากต้องการงานในปริมาณน้อยจะใช้ต้นทุนต่องานพิมพ์ค่อนข้างสูง แต่ถ้าต้องการงานในปริมาณมากจะใช้ต้นทุนต่องานพิมพ์ค่อนข้างถูกลง

การพิมพ์ออฟเซ็ท ในปัจจุบันมีความทันสมัยมากและยังคงมีการพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้เครื่องพิมพ์ออฟเซ็ท สามารถผลิตงานพิมพ์ที่มีคุณภาพสูงได้ดีขึ้น สามารถผลิตชิ้นงานได้อย่างรวดเร็ว และเครื่องพิมพ์ออฟเซ็ทในไทยมีใช้อยู่หลายขนาด และนิยมใช้ในการผลิตงานประเภทงานพิมพ์บนกระดาษ เช่น แผ่นพับ ใบปลิว หนังสือ วารสาร นิตยสาร โบรชัวร์  แคตตาล็อก  เป็นต้น

 

ถุงกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมของแบรนด์ต่างๆ

ถุงกระดาษ

เราได้รู้จักถุงกระดาษในประเภทต่างๆกันไปบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ถุงกระดาษแบบมีหูสำหรับถือ, ถุงกระดาษแบบซิปล็อค, ถุงกระดาษคราฟท์รีไซเคิลสีน้ำตาลสำหรับบรรจุอาหาร, ถุงกระดาษคราฟท์รีไซเคิลสีขาวสำหรับบรรจุอาหาร เป็นต้น ในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับประเภทของถุงกระดาษกันต่อค่ะ โรงพิมพ์

วันนี้เราขอเสนอถุงกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมของแบรนด์ต่างๆ

  •        ถุงกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมของแบรนด์ต่างๆ ต้องมีความแข็งแรง เพื่อรองรับน้ำหนักได้เหมาะกับสินค้า และสวยงาม
  •        ถุงกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมของแบรนด์ต่างๆ ต้องมีความสวยงาม จะทำให้ผู้ใช้ นำถุงกลับมาใช้อีกครั้ง เป็นการโปรโมทสินค้าและแบรนด์ไปในตัวเมื่อผู้ใช้ถือถุงไปตามที่ต่างๆ ก็จะมีผู้เห็นชื่อสินค้าที่อยู่ที่ ถุงกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมของแบรนด์ต่างๆ และเกิดความสนใจในแบรนด์นั้นๆ
  •        ถุงกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมของแบรนด์ต่างๆ นิยมผลิตจากกระดาษ 2 แบบ กล่าวคือ

(3.1) ถุงกระดาษ ใช้กระดาษสีน้ำตาล หรือเรียกว่า กระดาษคราฟท์ อาจใช้มนกรณีที่ลูกค้ามีงบประมาณไม่มากหรือกระดาษอาจตรงคอนเซปต์ร้าน  จะเป็นกระดาษน้ำตาล พิมพ์รายละเอียดร้านข้างถุง

(3.2) ถุงกระดาษ ใช้กระดาษสีขาว หรือกระดาษอาร์ต จะราคาสูงกว่ากระดาษคราฟท์ และให้ภาพลักษณ์ที่ดีกับองค์กรในที่นี้ให้เคลือบ พีวีซี(PVC)ใส หรือพีวีซี(PVC)ด้าน เพื่อให้ความคงทนแก่ถุงกระดาษเทคนิคที่ใช้มีหลายแบบ ปั๊มยุบ ปั๊มนูน สปอตยูวี ปั๊มทอง ปั๊มเงิน ฯลฯ  ขึ้นอยู่กับลูกค้า

(4.)        ถุงกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมของแบรนด์ต่างๆ มีหลากหลายขนาดให้เลือก ซึ่งขึ้นอยู่กับความพอใจของลูกค้าท่านนั้นๆ

(5.)       ถุงกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมของแบรนด์ต่างๆ ปกติจะมีรูปทรงสี่เหลี่ยม พับแบนได้เพื่อประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บ เมื่อกางออกจะเห็นความหนาด้านข้างที่ก้นถุงและบริเวณปากถุงมีกระดาษแข็งหนุน เพื่อเสริมความแข็งแรง ส่วนที่เป็นปากถุงจะมีช่องให้มือสอดได้เพื่อใช้หิ้ว หรือจะใช้เชือกสองเส้นผูกหัวท้ายกับด้านบนของถุงทั้งสองด้านสำหรับใช้หิ้ว ได้ ถุงกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมของแบรนด์ต่างๆ ส่วนใหญ่จะพิมพ์ด้านนอกเพียงด้านเดียว ถุงกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมของแบรนด์ต่างๆ บางชิ้นมีการเคลือบพลาสติกเงา หรือเคลือบพลาสติกด้าน ช่วยเพิ่มความเหนียวให้กับถุงกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมของแบรนด์ต่างๆ , ข้อความบนถุงกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมของแบรนด์ต่างๆ ไม่ควรมีมาก เน้น ชื่อสินค้า/บริการตัวใหญ่ ๆ เป็นต้น

(6.)  กระดาษที่ใช้ในงานพิมพ์ถุงกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมของแบรนด์ต่างๆ มักจะใช้เป็นกระดาษคราฟสีน้ำตาล, สีขาว มีความหนา125 แกรม หรือใช้กระดาษอาร์ตได้ แล้วแต่การออกแบบ ความหนากระดาษประมาณ 130-190 กรัม การพิมพ์และตกแต่งผิวบนถุงกระดาษสำหรับผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมของแบรนด์ต่างๆ มีการพิมพ์ถุงกระดาษ1 สี 2 สี 3 สี 4 สี หรือมากกว่าจะใช้แม่สี 4 สี (CMYK) หรือสีพิเศษก็ได้ โดยทั่วไปพิมพ์ด้านนอกหน้าเดียว

 

 

ถุงกระดาษแบบซิปล็อค

ถุงกระดาษ

ในวันนี้เราจะพาทุกท่านไปชมรูปแบบถุงกระดาษแบบซิปล็อคแบบลงรายละเอียดกันเลยค่ะ ถุงกระดาษแบบซิปล็อค มีขนาดตั้งแต่ 8 – 22 มิลลิเมตร, ผู้สั่งผลิตสามารถรูปแบบซิปได้ตามต้องการ โดยถุงกระดาษแบบซิปล็อคนี้สามารถบรรจุอาหารหรือสิ่งของที่มีน้ำหนักได้ถึง 1 กิโลกรัม ถุงกระดาษแบบซิปล็อคมีความยืดหยุ่นสูงและมีความคงทนต่อการใช้งาน

สำหรับรูปแบบโดยทั่วไปของถุงกระดาษแบบซิปล็อค มีลักษณะดังต่อไปนี้ค่ะ

  •            ถุงกระดาษแบบซิปล็อคมีรูปแบบที่แตกต่างกัน เช่น ด้านล่างมีฐานแบบวงกลมหรือด้านล่างมีฐานพับแล้วซีลข้าง เป็นต้น
  •            ถุงกระดาษแบบซิปล็อคโดยทั่วไป มีตั้งแต่ขนาด 8 มิลลิเมตร ไปจนถึง 22 มิลลิเมตร ซึ่งสามารถเลือกความหนาที่ต้องการได้
  •               ถุงกระดาษแบบซิปล็อคมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกในส่วนของรูสำหรับแขวน ก่อนการติดตั้งซิปล็อค อาทิเช่น เช่น เจาะรูแบบกลม, เจาะรูแบบผีเสื้อ เป็นต้น
  •                ถุงกระดาษแบบซิปล็อคสามารถทำขนาดได้ตามที่ลูกค้าต้องการ เช่น ต้องการถุงที่บรรจุสิ่งของได้ตั้งแต่ 5 กิโลกรัม เป็นต้นไป เป็นต้น
  •               ถุงกระดาษแบบซิปล็อคมีขนาดโดยทั่วไป ดังต่อไปนี้

 

รายละเอียด  ขนาด น้ำหนัก kg/100 ใบ ปริมาณบรรจุ
  10 cm * 15 cm * 3 cm (ก้น)   140 กรัม
ถุงกระดาษเปิดช่อง 12 cm * 20 cm * 4 cm (ก้น) 0.60kg  320 กรัม
14 cm * 20 cm * 4 cm (ก้น) 0.70kg  355 กรัม
14 cm * 22 cm * 4 cm (ก้น) 0.85kg 440 กรัม
16 cm * 22 cm * 4 cm (ก้น) 1.00kg 500 กรัม
16 cm * 26 cm * 4 cm (ก้น) 1.10kg 715 กรัม
18 cm * 26 cm * 4 cm (ก้น) 1.25kg 800 กรัม
20 cm * 30 cm * 5 cm (ก้น) 1.70kg 1500 กรัม

 

(6.)                 ถุงกระดาษแบบซิปล็อคมีสีเหมือนกันทั่วทั้งใบ

(7.)                     ถุงกระดาษแบบซิปล็อคด้านหน้ามักทำแบบใสมองเห็นได้ ส่วนด้านหลังทำทึบแบบมีสี

(8.)                  ถุงกระดาษแบบซิปล็อคทำจากกระดาษคราฟทั้งสองด้าน หรือ ทำแบบมีหน้าต่างก็เป็นได้

(9.)                      ถุงกระดาษแบบซิปล็อคสามารถนำมาเคลือบพลาสติกได้ทั้งแบบใสและแบบขุ่น

(10.)                  ถุงกระดาษแบบซิปล็อคทำมาจากวัสดุประเภทกระดาษ, PET, LLDPE เป็นต้น

(11.)                  ถุงกระดาษแบบซิปล็อคสามารถนำมาบรรจุขนมขบเคี้ยว, เครื่องสำอาง, ผลไม้อบแห้ง, ใบชาต่างๆ, เคมีภัณฑ์ต่างๆ และอื่นๆตามที่ต้องการ เนื่องจากก้นถุงกระดาษซิปล็อคสามารถขยายฐานได้กว้าง, ด้านในของถุงกระดาษเคลือบด้วยพลาสติกใส, ความหนาของกระดาษ ด้านเดียว 0.14 มิลลิเมตร สองด้าน 0.28 มิลลิเมตร

(12.)                  ถุงกระดาษแบบซิปล็อคผลิตจากกระดาษคราฟ มีความเหนียว คุณภาพดี ผลิตวัสดุใหม่ เกรดบรรจุอาหาร มีคุณภาพและความปลอดภัยปลอดสารพิษ, สามารถโหลดอาหาร. ถุงแข็งแกร่งและความต้านทานแรงดึงการขัดถู

 

 

 

 

 

 

 

โรงพิมพ์ที่ดีต้องสามารถพิมพ์งานได้ทุกประเภทด้วยคุณภาพ สวย สมราคา

โรงพิมพ์

โรงพิมพ์ที่ดีต้องสามารถพิมพ์งานได้ทุกประเภทด้วยคุณภาพ สวย สมราคา อีกทั้งควรมีความเชี่ยวชาญในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากกระดาษทุกชนิด เช่น บรรจุภัณฑ์ หนังสือ แฟ้มเอกสาร ใบปลิว สติ๊กเกอร์ ฉลากสินค้า ปฏิทิน เป็นต้น เรายังให้บริการเกี่ยวกับงานพิมพ์และเทคนิคพิเศษหลังงานพิมพ์แบบครบวงจร เพื่อความพึงพอใจของลูกค้าที่สุด ซึ่งในวันนี้เรามีตัวอย่างงานพิมพ์ที่มีผู้นำมาใช้บริการในโรงพิมพ์อยู่บ่อยครั้ง จะมีอะไรบ้างนั้นเราไปติดตามพร้อมๆกันค่ะ

(1.) การรับพิมพ์ปฏิทินแขวนแบบในรูปแบบต่างๆ ตามความต้องการของคุณลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น ปฏิทินจีน โดยทั่วไป ปฏิทินจีน จะมีอยู่ 2 แบบ ด้วยกัน กล่าวคือ ปฏิทินจีนแขวนแบบดูดวงและแบบบันทึก ส่วนมากจะพิมพ์ด้วยสีพิเศษ 2 สี คือสีแดงทอง กับน้ำเงิน บ้างก็น้ำเงินคล้ำๆ แล้วแต่ทางโรงพิมพ์ บางโรงพิมพ์อาจจะใช้สีน้ำเงินคราม แต่ลูกค้าบางรายต้องการแบบตาราง เป็นแบบของตัวเอง หรือต้องการให้โรงพิมพ์ออกแบบเป็นสีอื่น หรือ รูปแบบอื่น ทางโรงพิมพ์ไหนๆก็ทำได้ เนื่องจากส่วนตารางทางโรงพิมพ์เป็นผู้ทำเอง จึงมีความยืดหยุ่นสามารถทำได้หลากหลาย ทำแบบที่ลูกค้าต้องการได้ ลูกค้าบางท่านมีแบบหลายแบบ คือ แต่ละเดือนแบบจะไม่เหมือนกันทางโรงพิมพ์ก็มีวิธีลดต้นทุนให้ลูกค้าได้ลองขอราคาเทียบกับโรงพิมพ์อื่นดูได้ หรือลูกค้าบางท่านต้องการตารางเป็นสีแดงดำ หรือ ต้องการทำตารางเป็นแบบ 4 สี โรงพิมพ์ส่วนใหญ่ก็จะสามารถทำได้หมด หรือถ้าบริษัทท่านมีแผนกกราฟฟิคอยากจะออกแบบเองก็ขอแบบตารางทางโรงพิมพ์ไปทำได้ แต่การทำแบบนี้ได้ต้องมียอดการสั่งพิมพ์ที่มากหน่อยนะคะไม่งั้นราคาจะสูงมากทีเดียว

(2.) การรับพิมพ์ปฏิทินตั้งโต๊ะในรูปแบบต่างๆ ตามความต้องการของคุณลูกค้า หากลูกค้าต้องการออกแบบปฏิทินตั้งโต๊ะ หรือปฏิทินใดๆ คุณลูกค้าก็สามรถสั่งได้โดยตรงกับทุกโรงพิมพ์ ทางโรงพิมพ์ทั่วไปจะมีการจัดรูปแบบตารางไว้ให้คุณลูกค้านำไปใช้ได้เลย เพียงลูกค้าออกแบบจัดวางในส่วนรูปภาพ ก็ใช้ได้แล้ว ไม่ต้องเสียเวลามาทำตารางปฏิทินเอง ไฟล์งานท่านสามารถขอเป็น PDF หรื AI ก็ได้แล้วแต่ท่านสะดวก โดยหลักๆแล้วปฏิทินตั้งโต๊ะจะมีให้เลือกอยู่ 6 แบบ ประกอบไปด้วย

ปฏิทินตั้งโต๊ะแบบ 8 แผ่น โดยมีรูปภาพเต็มหน้ากระดาษ

ปฏิทินตั้งโต๊ะแบบ 8 แผ่น โดยมีรูปภาพครึ่งหน้ากระดาษ

ปฏิทินตั้งโต๊ะแบบ 8 แผ่น อยู่ในรูปแบบแนวนอน 1 หน้า และ ตาราง 2 เดือน

ปฏิทินตั้งโต๊ะแบบทั้ง 8 แผ่น และ 14 แผ่น

ปฏิทินตั้งโต๊ะได้ทั้ง 8 แผ่น และ 14 แผ่น โดยมีรูปภาพอยู่ด้านข้าง

ปฏิทินตั้งโต๊ะแบบตาราง อยู่ในรูปแบบแนวตั้ง

ปฏิทินตั้งโต๊ะแบบตาราง 14 แผ่น

การเลือกโรงพิมพ์

โรงพิมพ์

การเลือกโรงพิมพ์ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะได้งานพิมพ์ที่ดีคุณภาพสูง วิธีหนึ่งในการเลือกโรงพิมพ์ ก็พิจารณาจากตัวอย่างงานหรือผลงานของโรงพิมพ์นั้น ๆ ก็ย่อมสามารถใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกได้ คุณภาพงานพิมพ์จะออกมาดีมีคุณภาพมาตรฐานตรงตามความต้องการขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้

  1.          การจัดทำต้นฉบับ ซึ่งปัจจุบันมีซอฟแวร์สำหรับจัดทำต้นฉบับ ในปัจจุบันแม้จะมีผู้สามารถใช้ซอฟแวร์ดังกล่าวอยู่เป็นจำนวนมาก แต่การจัดทำต้นฉบับที่ดีมีคุณภาพ เป็นที่ดึงดูดสายตาซึ่งยังผลให้ประสบความสำเร็จในสิ่งพิมพ์นั้น ต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในออกแบบ การจัดวางองค์ประกอบในหน้าแต่ละหน้า นอกจากนี้ในการจัดทำต้นฉบับมักจะมีภาพประกอบ ภาพที่นำมาใช้จำเป็นต้องเป็นภาพที่ดีมีคุณภาพ หากต้องการรายละเอียดของภาพ ภาพนั้น ๆ ต้องเป็นภาพที่คมชัดมีความละเอียดของภาพไม่ต่ำกว่า 350 dpi มีสีสรรที่ดี การจัดทำต้นฉบับที่ดีเมื่อผ่านขบวนการต่าง ๆ ในการจัดพิมพ์จึงจะได้งานพิมพ์ที่ดี ในทางตรงข้ามหากต้นฉบับไม่ดี เช่นภาพไม่คมชัด ก็ไม่สามารถจัดทำงานพิมพ์ที่ดีได้
  2.          การทำแม่พิมพ์/เพลท เมื่อได้ต้นฉบับที่ดี ขั้นต่อไปคือการทำเพลทที่ดีมีคุณภาพ เครื่องมือเครื่องไม้ที่ใช้ในการทำเพลทต้องเป็นเครื่องมือที่ดี นอกจากนี้ช่างผู้ทำหน้าที่ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ ขบวนการจัดทำเพลทต้องอยู่ในมาตรฐาน เมื่อได้เพลทที่ดี หากต้องทำปรู๊ฟก็จัดทำให้ได้มาตรฐาน การปล่อยหมึกแต่ละสีต้องควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานไม่มากไปหรือน้อยเกินไป สีทุกสีต้องซ้อนทับตรงกัน
  3.          การพิมพ์ การพิมพ์ที่ดีต้องอาศัยเครื่องจักรที่ดี ช่างพิมพ์ที่มีความสามารถ ขบวนการพิมพ์ต้องอยู่ในมาตรฐาน หากมีเครื่องจักรที่ดีแต่ช่างพิมพ์ขาดความสามารถก็อาจได้งานพิมพ์ออกมาไม่ดี พิมพ์สีผิดเพี้ยนบ้าง พิมพ์สีซ้อนทับไม่ตรงบ้าง พิมพ์สีได้ไม่สดสวย ไม่มีความลึกของภาพบ้าง ฯลฯ ดังนั้นการเลือกใช้โรงพิมพ์จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก โรงพิมพ์ที่คิดราคาถูกเพียงใด หากงานพิมพ์ที่ได้ ไม่มีคุณภาพเพียงพอ ก็จะเป็นการสูญเสียทั้งเงินทองและเวลา ซึ่งบางครั้งไม่อาจไม่มีเวลาในการแก้ไขได้เลย
  4.           วัสดุต่าง ๆ ที่ใช้ ซึ่งได้แก่ กระดาษ หมึก เป็นปัจจัยสำคัญ กระดาษประเภทเดียวกันความหนาเท่าเทียมกัน มิได้หมายความว่าคุณภาพจะเหมือนกัน กระดาษที่มีราคาถูกมักมีคุณภาพที่ด้อยลงด้วย โรงพิมพ์ที่ดีจะคัดสรรกระดาษที่ดีให้แก่ลูกค้า สำหรับหมึกก็เช่นกัน หมึกบางชุดพิมพ์งานได้ออกมาสดสวยงดงาม ในขณะที่หมึกบางชุดพิมพ์ออกมาสีค่อนข้างหมอง โรงพิมพ์ที่มีคุณภาพจะรู้จักเลือกหมึกที่ถูกต้องมาใช้กับงานแต่ละประเภทอีกด้วยค่ะ